top of page

Ambassador's Residence or Vichayen House

Originally constructed by King Narai as a residence for Chevalier de

Chaumont, the first French ambassador to Thailand, Vichayen House's

most famous resident was actually Constantine Phaulkon, a Greek

advisor to the king.

บ้านหลวงรับราชทูตหรือบ้านวิชาเยนทร์

“บ้านวิชาเยนทร์”  หรือ

“บ้านหลวงรับราชทูต” ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของพระนารายณ์ราชนิเวศน์ สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เนื่องจากสถานการณ์ที่นี้เป็นที่พำนักของ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ขุนนางสำคัญในสมัยนั้น จึงได้ชื่อว่า
 “บ้านวิชาเยนทร์”

บ้านหลวงรับราชทูตหรือบ้านวิชาเยนทร์

นอกจากนี้เนื่องจากเมื่อครั้งทูตจากประเทศฝรั่งเศสชุดแรกที่เข้ามาเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๒๘ ก็ได้พัก ณ สถานที่แห่งนี้ จึงได้ชื่อว่า “บ้านหลวงรับราชทูต” อีกชื่อหนึ่ง.

อ.จำรัส เกียรติก้อง วาดภาพจากต้นฉบับ พ.ศ. ๒๕๐๙

บ้านหลวงรับราชทูตหรือบ้านวิชาเยนทร์
บ้านหลวงรับราชทูตหรือบ้านวิชาเยนทร์

พื้นที่ในบริเวณบ้านหลวงรับราชทูต แบ่งเป็น ๓ ส่วน สังเกตได้จากประตูเข้าด้านหน้าซึ่งสร้างไว้สำหรับเป็นทางเข้า-ออก แต่ละส่วน คือ ส่วนทิศตะวันตกส่วนกลาง และส่วนทางทิศตะวันออก


ทางด้านทิศตะวันตกเป็นกลุ่มอาคาร ได้แก่ ตึก ๒ ชั้น หลังใหญ่ก่อด้วยอิฐ และอาคารชั้นเดียว แคบยาว ซุ้มประตูทางเข้าเป็นรูปโค้งค รึ่งวงกลม ส่วนกลางมีอาคารสำคัญ คือ ฐานของสิ่งก่อสร้าง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นหอระฆังและโบสถ์คริสต์ศาสนาซึ่งอยู่ทางด้านหลัง ซุ้มประตูทางเข้าเป็นรูปจั่ว

ส่วนทิศตะวันออก ได้แก่ กลุ่มอาคารใหญ่ ๒ ชั้น มีบันไดขึ้นทางด้านหน้าเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลม ซุ้มประตูทางเข้ามีลักษณะเช่นเดียวกั บทางทิศตะวันตก ด้วยเหตุที่มีสิ่งก่อสร้างหลายหลังดังกล่าว จึงต้องสันนิษฐานว่าส่วนใดเป็นที่พำนักของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์

และส่วนใดเป็นที่พำนักของคณะทูตชาวฝรั่งเศส จากแผนผังบริเวณบ้านวิชาเยนทร์พบว่า ส่วนกลางและส่วนทางทิศตะวันออก มีสิ่งก่อสร้างซึ่งถูกสร้างขึ้นให้มีความสัมพันธ์กัน คือ โบสถ์และตึกหลังใหญ่ ๒ ชั้น และได้รับการก่อสร้างอย่างมั่นคงแข็งแรง ดูสวยงาม บริเวณดังกล่าวจึงควรเหมาะสมใช้เป็นที่ต้อนรับทูตชาวต่างประเทศ


โบสถ์คริสต์ศาสนา คงใช้เป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาของบาทหลวงคณะเจซูอิด ซึ่งเข้ามาพร้อมกับคณะทูตหลายรูป ส่วนอาคารบริเวณทางทิศตะวันตก คงเป็นที่พักอาศัยของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์

ลักษณะของสถาปัตยกรรมในบ้านวิชาเยนทร์ บางหลังเป็นแบบยุโรปอย่างแท้จริง

โดยเฉพาะอาคารใหญ่ทางทิศตะวันออก ก่ออิฐถือปูนสูง ๒ ชั้น หน้าต่างและซุ้มประตู

ของอาคารแสดงให้เห็นลักษณะศิลปะตะวันตกแบบเรอเนสซองค์

ซึ่งแพร่หลายในระยะเวลาเดียวกัน  ที่สำคัญอีก คือ อาคารที่เป็นโบสถ์คริสต์ศาสนา

ผังและแบบของโบสถ์ เป็นแบบยุโรป มีซุ้มประตู หน้าต่าง เป็นซุ้มเรือนแก้ว

มีเสาปลายเป็นรูปกลีบบัวยาว  ซึ่งเป็นศิลปะแบบไทย ถือว่าเป็นโบสถ์คริสต์ศาสนา

หลังแรกในโลก ที่ตกแต่งด้วยลักษณะของโบสถ์ทางพระพุทธศาสนา
          

เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) เป็นนักผจญภัยชาวกรีก ผู้กลายมาเป็นสมุหนายกในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา เกิดที่แคว้นเซฟาโลเนีย (ประเทศกรีซ)  เมื่อ ค.ศ. ๑๖๔๗ (พ.ศ. ๒๑๙๐)  โดยมีเชื้อสายของชาวกรีกและเวนิช เข้าทำงานให้กับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ

บ้านวิชาเยนทร์
บ้านวิชาเยนทร์
บ้านวิชาเยนทร์
บ้านวิชาเยนทร์
บ้านวิชาเยนทร์
บ้านวิชาเยนทร์
บ้านวิชาเยนทร์
บ้านวิชาเยนทร์

ค.ศ. ๑๖๖๒ (พ.ศ. ๒๒๐๕) ฟอนคอนออกจากบ้าน และเดินเรือสินค้าไปค้าขายยังแดนต่างๆ ค.ศ. ๑๖๗๕ (พ.ศ. ๒๒๑๘)

เดินทางมายังสยามในฐานะพ่อค้า เนื่องจากมีความสามารถพิเศษในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศอย่างง่ายดาย
           นอกจากภาษากรีกแล้ว ฟอลคอนมีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาโปรตุเกส ฯลฯ

และเรียนรู้การใช้ภาษาไทยอย่างคล่องแคล่วในเวลากี่ปี


           ต่อมา ฟอลคอนเข้ารับราชการในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในตำแหน่งล่าม และเป็นตัวกลางการค้าระหว่างอยุธยากับฝรั่งเศส จนกระทั่งได้กลายมาเป็นสมุหเสนา ในสมัยพระนารายณ์มหาราชในเวลาอันรวดเร็ว
           เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน จึงนับเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่เข้ามารับราชการในสมัยอยุธยา...

ทายาทของคอนสแตนติน ฟอลคอน

เผยประวัติศาสตร์ทายาทสายตรงของฟอลคอล และ มารี กีมาร์

ากกระแสนิยมของละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ทำให้สาธารณชนหันมาสนใจประวัติศาสตร์กันอย่างกว้างขวาง และมีประเด็นหนึ่งที่อยู่ในความสนใจไม่น้อย คือ ชะตากรรมของคอนสแตนติน ฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชเยนทร์

ล่าสุด เพจกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา โดยหนุ่มรัตนะและอชิรวิชญ์ ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับทายาทของคอนสแตนติน ฟอลคอน ซึ่งปรากฏใน Journal of the Siam Society Vol. 11.2 1914-15 เรื่อง An Early British Merchant in Bangkok (พ่อค้าอังกฤษคนแรกในกรุงรัตนโกสินทร์) โดย Adey R. Moore และเผยแพร่โดยกรมศิลปากร เนื้อหามีดังนี้

​

คอนสแตนติน ฟอลคอน แต่งงานกับ ท้าวทองกีบม้า ทั้งคู่มีบุตรชายด้วยกัน ๑ คน ซึ่งเมื่อบุตรชายท่านนี้ได้เติบโตได้รับราชการในแผ่นดินสยามในตำแหน่งทูต และถูกส่งไปยังเมืองท่าของฝรั่งเศส คือเมืองปอนดิเชอรี เป็นเมืองอยู่แถวชายฝั่งโคโรแมนเดล ประเทศอินเดีย บุตรชายท่านนี้ได้แต่งงานกับสตรีเชื้อสายโปรตุเกส และมีทายาทเป็นหญิงหลายคนและหนึ่งในนั้นเป็นชาย ชื่อ จอห์น


จอห์น (รุ่นหลานของฟอลคอน) ได้สืบพบว่าได้ถูกจับตัวกวาดต้อนเป็นเชลยไปยังพม่าด้วยเมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ แต่ว่าจอห์นได้หลบหนีกลับมาสยามได้อีกหลังจากนั้นใน ๒-๓ ปีต่อมา จอห์นได้มาตั้งบ้านเรือนอยู่แถวย่านวัดซางตาครูส ซึ่งเป็นเชื้อสายของแม่จอห์นนั่นเอง หลานสาวคนหนึ่งของฟอลคอนตกเป็นเชลยพม่าเช่นเดียวกัน แต่ถูกนำตัวไปเมืองมะริด และได้พบรักกับ ฌอง ชี มีตำแหน่งยศร้อยเอกชาวโปรตุเกสรับราชการที่พม่า เป็นชาวคาทอลิกที่อพยพมาจากมาเก๊า และได้แต่งงานกันที่มะริดใน พ.ศ. ๒๓๑๑ และมีทายาทเป็นบุตรสาวชื่อฟิลิปปา (ยังมีชีวิตอยู่จนถึง พ.ศ. ๒๔๐๔) และแต่งงานกับ ตาเวียน และได้อพยพมาอยู่ย่านซางตาครูสในกรุงสยาม

​

ฟิลิปปาและตาเวียน ให้กำเนิดทายาท คือ แองเจลินา ทรัพย์ (เกิด พ.ศ. ๒๓๔๘) แต่งงานกับ โรเบิร์ต ฮันเตอร์ (นายหันแตร) ใน พ.ศ. ๒๓๖๘ มีทายาท คือ โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ ๒

​

ว่ากันว่านางแองเจลินา ทรัพย์นั้นมีผิวขาวสวย มีดวงตาเหมือนควีนวิคตอเรีย มีมารยาทงดงามเพราะได้รับการอบรมมาอย่างดีด้วย เพราะว่าในช่วงวัยเด็กได้ใช้ชีวิตอยู่วังหลัง ซึ่งยังปรากฏภาพของนางทรัพย์ในหนังสือของบาทหลวงปาเลอกัวซ์

โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ ๒ ชื่อเดียวกับบิดาเกิดใน พ.ศ. ๒๓๗๐ ถูกส่งไปเรียนต่อที่สกอตแลนด์และได้กลับมาทำงานในเมืองไทย โดยบิดาได้สร้างอาคารให้เขาริมคลองย่านซางตาครูส ซึ่งอยู่เหนือโรงสินค้าหน้าบ้านนางทรัพย์นั่นเอง โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ ๒ได้แต่งงานกับนางสาวโรซา รีไบโร เดอ อัลแวร์การีอัส น้อย (เป็นบุตรสาวของพระยาวิเศษสงคราม เป็นคาทอลิก) เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๒ ในบันทึกของจอห์น คอรเฟิต บรรยายว่า “ในตอนบ่ายได้พบกับพระยาวิเศษสงคราม (ปาสกัลป์ รีไบโร เดอ อัลแวร์การีอัส) เป็นลูกหลานชาวคริสเตียนชาวโปรตุเกสในกัมพูชา ความสามารถของเขาโดดเด่น เนื่องจากไม่เพียงเขียนภาษาไทย เขมร และโปรตุเกสได้คล่องแล้ว ยังสามารถพูดและเขียนภาษาละตินได้อย่างถูกต้อง เขาได้แต่งงานกับลูกหลานที่สืบเชื้อสายจากชาวอังกฤษที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในกัมพูชาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๔๔ พระยาวิเศษสงครามเป็นลูกหลานของชาวเขมร จึงมีบ้านช่องอยู่ที่บ้านเขมรสามเสน

โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ ๒ เข้ารับราชการในสยามจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสุรสาคร ซึ่งรับผิดชอบหน่วยงานด้านกรมท่า ในคราวท่านเซอร์ จอห์น บาวริ่ง นำเรือแรตเลอร์ เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงสยาม ในสมัยรัชกาลที่ ๔ นั้น โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ ๒ ได้ขึ้นไปบนเรือนี้ด้วย โดยท่านเซอร์บรรยายว่าเท่าที่เห็น มิสเตอร์ฮันเตอร์ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้ดูแลในการต้อนรับข้าพเจ้าโรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ ๒ จดทะเบียนเป็นคนบังคับในสัญชาติอังกฤษเมื่อ ๒๐ มิถุนายน ๒๓๙๙ และถึงแก่กรรมโดยกะทันหันด้วยวัยเพียง ๓๘ เมื่อ ๑๙ เมษายน ๒๔๐๘ ที่บ้านซางตาครูสใกล้บ้านมารดาของเขา โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ ๒ มีทายาท ๒ คน คือ โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ ๓ (๒๓๙๔-๒๔๓๒) และจอห์น (๒๓๙๖-๒๔๓๔) ทั้งคู่ไม่มีทายาท

​

น้องสาวต่างมารดาของ โรเบิร์ต ฮันเตอร์ที่ ๓ ชื่อ โนรี เป็นสาวงามอีกคนหนึ่งได้สมรสกับ เบนจามิน บิง มีลูกหลานสืบต่อกันมาและรับราชการในกองทัพบกด้วย โดยเบนจามิน บิงนั้นเป็นพี่น้องกับหลวงอัคนีนฤมิตร (ฟรานซิส จิตร) ผู้โดดเด่นเรื่องการถ่ายรูปยุคแรกของสยาม


หากถึงปัจจุบันนี้ ชุมชมย่านวัดซางตาครูสยังคงอยู่ ก็คาดว่าจะมีทายาทของคอนสแตนติน ฟอลคอน สืบสายอยู่แน่นอน

ภาพ : ภาพลายเส้นคอนสแตนติน ฟอลคอน และนางแองเจลินา ทรัพย์

สุสานของฟอลคอน

เมื่อเดือน ส.ค.2557 เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้ขุดซากฐานอิฐ สันนิษฐานเป็นโบสถ์คริสต์เก่าในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา ในพื้นที่ชาวบ้านตรงข้ามวัดสันเปาโล ซอยพญาอนุชิต ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พบโครงกระดูกมนุษย์ 2 โครง คาดอายุราว 300 กว่าปี โครงกระดูกแรกเป็นมนุษย์มีความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร สวมแหวนหิน อีกโครงอยู่ห่างกันไปประมาณ 5 เมตร เป็นมนุษย์รูปร่างสูงใหญ่ ไม่มีกะโหลกศีรษะ


เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร คาดว่า มีความเป็นไปได้ที่โครงกระดูกทั้ง 2 โครงนี้ คือ โครงกระดูกของพระปีย์ พระราชโอรสบุญธรรมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่มีความพิการเตี้ยค่อม ถูกกลุ่มของพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์สังหาร เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2231 ด้วยเป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์ และอีกโครงเป็นของ พระยาวิชาเยนทร์ หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน ขุนนางชาวกรีก ที่เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ถึงได้รับตำแหน่งเป็นสมุหนายก ก่อนถูกกลุ่มของพระเพทราชาจับกุมแล้วสังหารที่ลพบุรี เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2231 ทั้งนี้ คาดว่าหลังการเสียชีวิตของทั้งสอง มีผู้นำร่างของทั้งคู่มาฝังตามธรรมเนียมของคริสต์ศาสนาในพื้นที่ดังกล่าว

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นแซงต์มิแชล
(Ordre de Saint-Michel) 


คอนสแตนซ์ได้รับพระราชทานจากพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และขอให้ขุนนางไทยที่อยู่กับเขาตอนถูกประหารชีวิตส่งต่อให้จอร์จ
แต่ไม่ทราบว่าจะถึงมือจอร์จหรือไม่ เพราะทรัพย์สินส่วนใหญ่ถูกริบเข้าหลวง


นายจอร์จแต่งงานกับหญิงชื่อลุยซา ปัสซัญญา(Louisa Passagna) มีลูกชายชื่อคอนสแตนตินเหมือนกับปู่ ต่อมาเมื่อนายจอร์จตาย นางลุยซาจึงแต่งงานใหม่กับชาวไอร์แลนด์ชื่อ 'คูลี' ซึ่งมีฐานะร่ำรวย

​

ในสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ ท้าวทองกีบม้า(ตอนนั้นใช้ชื่อว่า ดอญ่า กูโยมาร์ เดอ ปินา)กับลุยซาลูกสะใภ้ พยายามถวายฎีกาต่อพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๕ ขอให้บริษัทอินเดียตะวันออกของฝรั่งเศสคืนเงินส่วนที่คอนสแตนซ์เคยเข้าหุ้นไว้พร้อมดอกเบี้ย แต่ผู้อำนวยการบริษัทปฏิเสธจ่ายเงินโดยอ้างว่าว่าในเวลานั้นนางเป็นคนโปรดในราชสำนักอยุทธยามานานแล้ว นางเองก็ได้เป็นพระพี่เลี้ยงของพระโอรสด้วยจึงทำให้นางได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆมากมาย และก็กล่าวด้วยว่านางลุยซาก็ได้แต่งงานใหม่กับคูลีซึ่งร่ำรวยด้วย เรื่องที่ยื่นขอเงินมาจึงไม่ชอบด้วยเหตุผล 

​

บริษัทยังกล่าวอีกว่า 'คอนสแตนติน ฟอลคอนมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อความที่ได้สัญญาไว้ เงินที่สัญญาว่าจะให้นั้นก็ได้ให้แต่ครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นผู้รับทรัพย์มรดกของคอนสแตนติน ฟอลคอนมิได้เกี่ยวในการได้เสียของบริษัท จึงไม่ควรจะได้รับประโยชน์จากบริษัทอย่างใด แต่ควรจะต้องใช้เงินให้แก่บริษัทจึงจะถูก และข้อที่ขอร้องในเรื่องราวนั้นไม่มีแก่นสารอย่างใดเลย'

ซ้าย : พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๕ วาดโดย Jean Ranc ใน พ.ศ.๒๑๖๑
ขวา : เจ้าชายฟิลิปป์ที่ ๒ ดยุคแห่งออร์เลอองส์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๕

​

บ้านวิชาเยนทร์ เปิดบริการให้เข้าชมระหว่างเวลา 08.00 - 18.00 น.

ยกเว้นวันจันทร์ และ อังคาร

หากต้องการ เข้าชมเป็นหมู่คณะ พร้อมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญบรรยาย
กรุณาติดต่อ 0868103413

Anchor 1
bottom of page